แล้วย่อมมีความโศก เพราะฉะนั้น ความโศกมี เพราะอาศัยชาติ ก็ชาติมีเพราะอาศัยอะไร ทรงรู้
ว่า ชาติมีเพราะอาศัยภพ เมื่อทรงมนสิการโดยแยบคาย ด้วยอานุภาพ การภาวนาในกาล
ก่อนจึงเห็นปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลม พิจารณาสังขารทั้งหลายเป็นอนุโลมอีก จน
บรรลุพระปัจเจกสัมโพธิญาณ
อำมาตย์เห็นพระกุมารนั้น มีความสุขด้วยสุขในมรรคและผล มีอินทรีย์สงบ
มีใจสงบประทับนั่งอยู่ จึงทูลว่า พระองค์อย่าได้ทรงเศร้าโศกเลย พวกข้าพระองค์จะนำ
นางกัญญาอื่นซึ่งงามกว่านั้นมาถวาย พระกุมารตรัสตอบว่า เรามิได้เศร้าโศก เราหมดโศก
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว๒๕
พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๓ (คาถาที่ ๓) กล่าวว่า
ºØ¤¤ÅàÁ×èÍäÁèà¡ÕèÂÇ¢éͧàËÁ×͹˹èÍä¼è
¨Ö§»ÃоÄμÔÍÂÙè¼Ùéà´ÕÂÇàËÁ×͹¹Íáô๒๘
มีเรื่องโดยย่อว่า พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๓ องค์ บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า
กัสสปะ บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรสองหมื่นปี แล้วเกิดขึ้นในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้น
พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์ใหญ่ บังเกิดในราชสกุลพระเจ้าพาราณสี พระปัจเจกโพธิสัตว์อีก ๒
องค์ บังเกิดในราชสกุลชายแดน เรียนกรรมฐานแล้ว สละราชสมบัติออกบวชได้เป็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ไปอยู่ที่เงื้อมนันทมูลกะ วันหนึ่งออกจากสมาบัติรำพึงว่าได้ทำกรรมอะไร
ไว้ จึงได้บรรลุโลกุตรสุขนี้ ได้เห็นจริยาแห่งตนในกาลพระกัสสปพุทธเจ้า จากนั้นรำพึงถึง
องค์ที่ ๓ เห็นครองราชย์อยู่เมืองพาราณสี ระลึกถึงคุณของพระปัจเจกโพธิสัตว์องค์ใหญ่ว่า
พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้นมีความมักน้อย เป็นผู้กล่าวโอวาทสอนเฉพาะพวกเรา อดทนต่อถ้อยคำ
¨Ö§»ÃоÄμÔÍÂÙè¼Ùéà´ÕÂÇàËÁ×͹¹Íáô๓๐
มีเรื่องโดยย่อว่า ภิกษุเป็นพระโยคาวจรในศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปะ กระทำ
กาละแล้วเกิดในสกุลเศรษฐีเมืองพาราณสี กระทำผิดในภรรยาผู้อื่น ตายแล้วไปเกิดในนรก
ด้วยวิบากของกรรมที่เหลือ ไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี นางเกิดมาแล้วเป็นที่เกลียดชัง
ของบิดามารดา พอเจริญวัยเป็นสาว บิดามารดายกให้ในตระกูลสามีก็เป็นที่เกลียดชังของสามี
พ่อสามี และแม่สามี ครั้งหนึ่งมีงานนักขัตฤกษ์ สามีไม่พาเธอไปด้วย นางเกิดความอุตสาหะ
จึงจัดเตรียมของบริโภคมากมาย แต่ก็คอยเก้อ ด้วยสามีมิได้มา นางจึงเอาสิ่งของที่จัดเตรียมไว้
ทั้งหมดถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาสี่อย่างว่า อุบัติในภพใด ให้เป็นที่รัก
ของมหาชนเหมือนดอกปทุม ปรารถนาครั้งที่สองว่า การอยู่ในครรภ์ลำบาก พึงปฏิสนธิใน
ดอกปทุมเท่านั้น โดยไม่ต้องอยู่ในครรภ์ ปรารถนาครั้งที่สามว่า มาตุคามน่ารังเกียจ อย่าได้
เป็นหญิง พึงเป็นบุรุษ ครั้งที่สี่ปรารถนาว่า พึงล่วงพ้นสังสารทุกข์ พึงบรรลุอมตธรรมที่ท่าน
ได้บรรลุแล้วนี้ แล้วบูชาดอกปทุมกำหนึ่งตั้งความปรารถนาอีกครั้งหนึ่งว่า กลิ่นและผิวพรรณ
ปรนนิบัติหรือไม่ ทูลตอบว่าไม่มี พระกุมารดำริว่า เมื่อไรหนอ เราก็ควรจะอยู่เหมือนพวกเนื้อ
เหล่านั้นที่ไม่มีใครรักษา อยู่ในที่ที่ปรารถนา แล้วถือเอาเรื่องนี้ให้เป็นอารมณ์
พระปัจเจกพุทธเจ้ารู้ว่าพระกุมารเสด็จมา จึงกวาดทางไปเสนาสนะและที่จงกรม
แล้วแสดงรอยเท้าเดินจงกรมเข้าไป ไม่แสดงรอยเท้าออก พระกุมารเสด็จลงจากคอช้างไป
เพียงพระองค์เดียว ทรงเห็นรอยเท้าในที่กวาดไว้ จึงทรงดำริว่า สมณะนั้นจงกรมอยู่ที่นี้ เห็น
จะคิดประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์ ทรงโสมนัส เลื่อมใส เสด็จขึ้นที่จงกรม ทรงเกิดอารมณ์
แน่วแน่เสด็จเข้าไปยังบรรณศาลา ทรงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ๓๑
พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๖ (คาถาที่ ๖) กล่าวว่า
ã¹·èÒÁ¡ÅÒ§ÊËÒ ÂèÍÁÁÕ¡ÒûÃÖ¡Éҡѹ
ã¹àÃ×èͧ·ÕèÍÂÙè àÃ×èͧ¡ÒôÓÃ§μ¹ àÃ×èͧ¡ÒÃä» àÃ×èͧ¡ÒÃà·ÕèÂǨÒÃÔ¡
ºØ¤¤ÅàÁ×èÍà¾è§¡ÒúǪ·ÕèãËé¶Ö§¤ÇÒÁàÊÃÕ๓๒·Õè¾Ç¡¤¹¾ÒÅäÁèÁØè§ËÇѧ
¨Ö§»ÃоÄμÔÍÂÙè¼Ùéà´ÕÂÇàËÁ×͹¹Íáô๓๓
มีเรื่องโดยย่อว่า พวกอำมาตย์ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพาราณสี กราบทูลว่า ‘มีสิ่งที่ควร
จะทรงสดับ’ ขอให้เสด็จไปข้างหนึ่ง อีกคนหนึ่งทูลขอให้กลับมาประทับนั่ง อีกคนหนึ่งทูล
ขอให้ประทับนั่งบนคอช้าง อีกคนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งบนหลังม้า อีกคนหนึ่งทูลให้
ประทับรถทอง อีกคนหนึ่งทูลให้ประทับนั่งวอเสด็จไปอุทยาน พระราชาได้ลงจากวอเสด็จไป
ใน·èÒÁ¡ÅÒ§ÊËÒÂÂèÍÁÁÕ¡ÒÃàล่น ÁÕ¤ÇÒÁยินดี
áÅÐในºØμáçÂèÍÁÁÕ¤ÇÒÁÃÑ¡อัน侺ÙÅÂì
ºØ¤¤ÅàÁ×èÍÃѧà¡Õ¨¤ÇÒÁ¾ÅÑ´¾ÃÒ¡¨Ò¡ÊÔè§àป็น·ÕèÃÑ¡
¨Ö§»ÃоÄμÔÍÂÙè¼Ùéà´ÕÂÇàËÁ×อนนÍáô๓๕
มีเรื่องโดยย่อว่า พระเจ้าเอกปุตตกพรหมทัต เมืองพาราณสี มีพระโอรสองค์เดียว
เป็นที่โปรดปราน ทรงพาพระกุมารเสด็จไปในทุก ๆ ที่ วันหนึ่งเสด็จไปยังพระราชอุทยาน
มิได้พาโอรสไปด้วย วันนั้นพระกุมารสิ้นพระชนม์ด้วยพยาธิ พวกอำมาตย์ปรึกษากันว่า จะไม่
กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงเผาพระศพพระกุมาร ส่วนพระราชาทรงเมาน้ำจัณฑ์อยู่ใน
พระราชอุทยาน ในวันที่ ๒ เวลาสรงสนานและเวลาเสวยก็มิได้ระลึกถึง เสวยแล้วทรงระลึก
ถึงพระโอรส จึงรับสั่งให้นำพระโอรสมา พวกอำมาตย์จึงกราบทูลเรื่องราวแก่พระราชาโดยวิธี
อันเหมาะสม ลำดับนั้น พระองค์ถูกความโศกครอบงำ ทรงทำในพระทัยโดยอุบายอัน แยบ
คายว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด พระองค์ทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท
ทั้งอนุโลมและปฏิโลมโดยลำดับ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ๓๖
พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๘ (คาถาที่ ๘) กล่าวว่า
